
ภาพยนตร์สารคดี You Can See Everything ผลงานการร่วมมือกันของ แลนซ์ อัปเพนไฮม์ (Lance Oppenheim) และ เนธาน ฟิลเดอร์ (Nathan Fielder) กลายเป็นกระแสฮือฮาตั้งแต่เปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์เทลลูไรด์ โดยสารคดีความยาว 174 นาทีนี้ พาผู้ชมไปติดตามช่วงเวลา 34 วันสุดท้ายก่อนที่ อลิซาเบธ โฮล์มส์ (Elizabeth Holmes) อดีตผู้บริหารสาวผู้ฉ้อโกงแห่งบริษัท Theranos จะต้องเดินทางไปรับโทษจำคุก 11 ปี ในข้อหามีพฤติกรรมฉ้อโกงทางโทรเลขและสมคบคิด

เบื้องหลังความสัมพันธ์และแผนการรีแบรนด์ Theranos 2.0
ในเรื่องราวนี้ โฮล์มส์อาศัยอยู่กับ บิลลี เอแวนส์ (Billy Evans) คู่หมั้นหนุ่มทายาทโรงแรม และลูกน้อยสองคนในบ้านเช่าริมหาดซานดิเอโก โดยทั้งคู่พยายามใช้สารคดีเรื่องนี้ในการปรับภาพลักษณ์ใหม่ พร้อมกับผลักดันโปรเจกต์ Theranos 2.0 แม้ว่าตัวโฮล์มส์จะยืนกรานว่าตนเองบริสุทธิ์และอ้างว่าเทคโนโลยีเครื่องตรวจเลือด Edison นั้นใช้งานได้จริง แต่ติดปัญหาเรื่องเคมีที่ยังไม่สมบูรณ์ ขณะที่ฟิลเดอร์ได้เข้ามาเจาะลึกพฤติกรรมที่น่าสงสัยของเอแวนส์ ทั้งเรื่องการควบคุมตัวโฮล์มส์ การแอบเข้าถึงบัญชีทวิตเตอร์ และการสร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงข้อตกลงลับกับทาง A24 เรื่องส่วนแบ่งรายได้จากภาพยนตร์ที่โฮล์มส์ดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องด้วยเลย

การเข้ามาของ อามานดา ไซย์ฟรีด และการเดินทางสู่เรือนจำ
ความน่าสนใจยังอยู่ที่การดึงตัว อามานดา ไซย์ฟรีด (Amanda Seyfried) นักแสดงสาวที่เคยรับบทเป็นโฮล์มส์ในซีรีส์ The Dropout มาร่วมแจมในโปรเจกต์นี้ด้วยการจำลองเหตุการณ์ต่างๆ คล้ายกับผลงานซีรีส์ The Rehearsal ของฟิลเดอร์ ความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้นเมื่อไซย์ฟรีดและฟิลเดอร์บุกไปเผชิญหน้ากับเอแวนส์ จนนำไปสู่แผนการลับที่ฟิลเดอร์แอบเดินทางไปเยี่ยมโฮล์มส์ด้วยตัวเองถึงในเรือนจำ

การพบกันในเรือนจำได้เปิดเผยคำตอบที่ชวนฉงน เมื่อโฮล์มส์ไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองที่เอแวนส์เข้ามาควบคุมโซเชียลมีเดียของเธอ และตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องส่วนแบ่งภาพยนตร์ในลักษณะกำกวม คล้ายกับวิธีการเล่นกับคำพูดที่เธอเคยใช้สมัยบริหาร Theranos ปิดท้ายด้วยคำกล่าวที่ว่าทุกอย่างคือส่วนหนึ่งของอนุสาวรีย์แห่งความรักที่ทั้งคู่สร้างร่วมกัน ทิ้งให้ผู้ชมขบคิดว่าแท้จริงแล้วพวกเขาทั้งคู่ตกหลุมรักกันจริงๆ หรือเป็นเพียงนักต้มตุ๋นมือฉกาจที่กำลังร่วมมือกันแน่

ที่มา: /Film







